เจ้าของรางวัล ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในปี 2015

งานประกาศผลรางวัลออสการ์ในปี 2015 ต้องบอกเลยว่าเป็นปีที่ต้องบอกเลยว่าใครที่ได้ดูได้ติดตามกันพูดได้เลยว่ามีคนในวงการบันเทิงมาร่วมงานกันอย่างมากมายเลยจริงๆเป็นงานที่ต้องบอกเลยว่า มีคนในวงการนี้การจ้องลุ้นรางวัลต่างๆมากมายกันและคนทั่วโลกก็ได้ติดตามกันอีกด้วย  ถ้าพูดถึงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม  ในปี 2015 ต้องบอกเลยว่ามีด้วยกันถึง 5 คนด้วยกันที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลนี้ แต่เป็นทางด้านของ  อาเลคันโดร กอนซาเลซ อีญาร์รีตู  ที่กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Revenant เราไปทำความรู้จักกับผู้กำกับคนนี้กันดีกว่า เกิดวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1963 เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ นักเขียนบท โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ และนักประพันธ์เพลง ชาวเม็กซิโก ผลงานภาพยนตร์ 5 เรื่องของเขาได้แก่ Amores perros (2000), 21 Grams (2003), Babel (2006), Biutiful (2010) และ Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance) (2014) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์หลายรางวัล เขาได้รับรางวัลออสการ์ 4 รางวัล ได้แก่สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม บทประพันธ์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม กำกับภาพยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก Birdmanเขามีผลงานดังต่อไปนี้ ภาพยนตร์ Death Trilogy” Amores perros (2000) 21 Grams (2003) Babel (2006) Biutiful (2010) Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance) (2014) และเรื่องล่าสุด The Revenant (2015) และผลงานหนังสั้น อย่าง Detrás del dinero (1995)  El Timbre (1996) Powder Keg (2001) (“The Hire” series for บีเอ็มดับเบิลยู) 11’09″01 September 11 (2002) Chacun son cinema (2007) (segment “ANNA”)Naran Ja (One Act Orange Dance) (2012) เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ฝีมือดีอีกหนึ่งคนของโลก ใครที่ชอบฝีมือของเขาก็อย่าลืมติดตามผลงานของเขากันได้เลย

 

เจ้าของรางวัล นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ในปี 2015

ดารานำหญิงคนนี้ต้องบอกเลยว่าเธอคนนี้ทำให้เราปลื้มอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว สาวสวยที่มากด้วยความสามารถอย่างแท้จริงและยอดเยี่ยมด้วยการแสดงและการเล่นดนตรี เธอคนนี้คือ บรี ลาร์สัน หรือ ไบรแอนน์ ซีโดนี เดโซเนียร์ เป็นนักแสดง ผู้กำกับ และนักร้องชาวอเมริกัน เกิดในแซคราเมนโต แคลิฟอร์เนีย ลาร์สันเข้าศึกษาในระบบบ้านเรียนก่อนที่เธอจะเรียนการแสดงที่โรงละครอเมริกันคอนเซอเวอทรีเธียเตอร์ เธอเริ่มต้นอาชีพด้วยการแสดงละครโทรทัศน์ และปรากฏตัวเป็นประจำในละครซิตคอมเรื่อง Raising Dad (2001) ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงเด็กสาขานักแสดงนำเด็กหญิงจากซีรีส์ทางโทรทัศน์ประเภทตลก ลาร์สันยังมีบทบาทเล็ก ๆ ในภาพยนตร์ปี ค.ศ. 2004 เรื่อง ต๊กกะใจ ตื่นขึ้นมา 30 และ คืนกรี๊ดสี่สาวโจ๊ะ การแสดงของเธอในภาพยนตร์ตลกเรื่อง สู้เพื่อฮูก ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงเด็กอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 2006 และรับบทสนับสนุนในภาพยนตร์เรื่อง กรีนเบิร์ก 40 ปี ชีวิตจะไปทางไหนดี,สก็อตต์ พิลกริม VS เดอะ เวิลด์, สายลับร้ายไฮสคูล และ รักติดเรท ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 – 2011 ลาร์สันยังรับบทเป็นวัยรุ่นสาวปากเสียในซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง United States of Tara ลาร์สันพลิกบทบาทครั้งสำคัญในภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง ชอร์ท เทอม (2013) ซึ่งได้รับคำยกย่องอย่างกว้างขวางจากนักวิจารณ์ และประสบความสำเร็จอีกครั้งในปี ค.ศ. 2015 เมื่อเธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง รูม ขังใจไม่ยอมไกลกัน ซึ่งมีบทดัดแปลงมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของเอ็มมา โดโนฮิวที่ได้รับรางวัลแมนบุคเคอร์ ลาร์สันได้รับคำวิจารณ์ตอบรับที่ดีและได้รับรางวัลหลายรางวัล รวมถึงรางวัลออสการ์, รางวัลแบฟตา และรางวัลลูกโลกทองคำในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

เจ้าของรางวัล นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ในปี 2015

 

 

 

 

ดารานำชายคนนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นนักแสดงที่มีคุณภาพเป็นอย่างมาก ลีลาการเล่นภาพยนตร์ของเขาโดดเด่นเป็นอย่างชัดเจน และมีผลงานการเล่นหนังภาพยนตร์ที่มากมาย แต่เขาก็เคยมีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รางวัลนี้ เขาคนนี้คือ ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ ประวัติการแสดง ในปี 2536 ดิแคพรีโอ ได้แสดงร่วมกับ จอห์นนี เดปป์ เรื่อง What’s Eating Gilbert Grape ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำเป็นครั้งแรกจากผลงานในบทชายหนุ่มพิการทางปัญญา นอกเหนือจากนั้นเขาได้รับรางวัล National Board of Review Award ด้าน Best Supporting Actor และรางวัล Los Angeles Film Critics Association’s New Generation Award หนังที่สร้างชื่อให้เขา ในปี ภาพยนตร์เรื่อง ไททานิก ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สำหรับภาพยนตร์เรื่องไททานิกได้รับรางวัลออสการ์ 11 รางวัล รวมทั้ง Best Picture และยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้อันดับ 2 ของโลกรองจากเรื่อง อวตารอีกด้วย ต่อมาเขาแสดงสองบทบาทในเรื่อง The Man in the Iron Mask และหลังจากนั้นได้แสดงในเรื่อง The Beach ที่มีบางฉากถ่ายทำในประเทศไทยและต่อมาในภาพยนตร์ของ วู้ดดี้ อัลเลนเรื่อง Celebrityนักแสดงชาวอเมริกันคนนี้  ผู้ชนะรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทภาพยนตร์ดรามา และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแบฟตา ในปี 2557 ดิแคพรีโอยังได้รับยกย่องให้เป็นนักแสดงแห่งปีที่งานเทศกาลฮอลลีวูด ฟิล์ม และในปี 2016 เขากวาดรางวัลด้านการแสดงในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง The Revenant หลายสถาบันรวมถึงรางวัลออสการ์, รางวัลแบฟตา และรางวัลลูกโลกทองคำอีกด้วย

รางวัลออสการ์ในปี 2003 The lord of the rings

ถ้าพูดถึงภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัลที่ยิ่งใหญ่แล้วก็พูดได้เลยว่า ถือว่ารางวัลนี้เป็นรางวัลที่มีคุณภาพรางวัลหนี่งในวงการบ้นเทิงเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 มีหนังภาพยนตร์เข้าชิงเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว แน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องถูกใจอย่างแน่นอนจริง เพราะแอดมินติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด เรื่องนั้นคือ The lord of the rings  ภาพยนตร์ตอนที่สามซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของภาพยนตร์ไตรภาคเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ หลังจากสองภาคแรก ได้แก่ อภินิหารแหวนครองพิภพ และ ศึกหอคอยคู่กู้พิภพ กำกับโดย ปีเตอร์ แจ็คสัน จากงานเขียนต้นฉบับ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ออกฉายครั้งแรกในปี ค.ศ. 2003 ภาพยนตร์ มหาสงครามชิงพิภพ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่งทั้งจากนักวิจารณ์และจากยอดรายได้ โดยสามารถทำสถิติกวาดรางวัลออสการ์จนหมดทั้ง 11 รางวัลที่ได้ส่งเข้าประกวด เป็นสถิติสูงสุดเทียบเท่าภาพยนตร์เรื่อง ไททานิก และ เบนเฮอร์ ในจำนวนรางวัลที่ได้รับนี้รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีเรื่องแรกในประวัติศาสตร์รางวัลออสการ์ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดนี้ ด้านรายได้ ภาพยนตร์สามารถทำสถิติสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยติดอันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลเป็นลำดับที่ 3 (อันดับหนึ่งคือ อวตาร อันดับสองคือ ไททานิก) รางวัลใหญ่ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับได้แก่ รางวัลออสการ์ ชนะเลิศ 11 รางวัล สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม สาขาเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม สาขาแต่งหน้ายอดเยี่ยม สาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยม สาขาลำดับภาพยอดเยี่ยม สาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยม สาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอเยี่ยม สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่การันตีถึงคุณภาพรางวัลออสการ์

เงิบทั้งงาน ออสการ์ครั้งที่ 86 ประกาศชื่อหนังยอดเยี่ยมผิด

งานออสการ์นับว่าเป็นงานประกาศผลรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้ชม ชมการถ่ายทอดสดจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่างานประกาศผลออสการ์ครั้งที่ 86 หรือ อคาเดมี่ อะวอร์ด 2017 ที่กำลังประกาศผลรางวัลต่างๆที่แฟนๆได้ลุ้นกัน จนกระทั่งถึงช่วงการประกาศรางวัลสุดท้ายของงานซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดคือ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือ Best Picture ซึ่งพิธีกรได้ประกาศผลไปเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งพิธีกรได้ประกาศชื่อภาพยนตร์เรื่อง La La Land ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2017

ขณะที่ทีมงานและนักแสดง ผู้กำกับ กำลังกล่าวถึงความสำเร็จต่างๆในการทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถคว้ารางวัลได้ สักครู่หนึ่งพิธีกรชายได้แจ้งกับทีมงานว่าผลประกาศชื่อรางวัลนั้นผิด ซึ่งภาพยนตร์ที่ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนี้คือ Moonlight งานนี้เรียกว่าเงิบกันทั้ง นักแสดง ทีมงานและแขกรับเชิญในงาน รวมถึงผู้ชมทางโทรทัศน์ที่การประกาศผลครั้งนี้ผิดพลาด ขณะที่ทีมงานภาพยนตร์ La La Land แสดงสปีริตของตนกล่าวถึงภาพยนตร์ Moonlight และแสดงความยินดีของการได้รับรางวัลใหญ่ครั้งนี้ ซึ่งหลังจากนั้นเกิดกระแสดราม่าต่างๆมากมายของการตัดสินรางวัลที่ผิดนี้

โดยทางทีมงานออสการ์กล่าวว่า นี้คือความผิดพลาดครั้งใหญ่และครั้งแรกของงานออสการ์นับตั้งแต่การประกาศมอบรางวัลครั้งที่ 1 แม้ว่าการประกาศผลรางวัลครั้งนี้จะเกิดความผิดพลาดของทีมงาน แต่ภาพยนตร์เรื่อง La La Land ก็สามารถคว้ารางวัลออสการ์มากถึง 7 รางวัล จากรายชื่อเข้าชิงมากถึง 14 รางวัลสถิตเทียบเท่าภาพยนตร์เรื่อง Titanic (1997) และ All About Eve

 

 

ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์

รางวัลออสการ์ในปัจจุบันมีมากถึง 24 รางวัลซึ่งในแต่ละปีมีภาพยนตร์บางเรื่องที่ได้เข้าชิงหลายรางวัลรวมถึงได้รับรางวัลมากมาย บางเรื่องคว้าได้ถึง 7-8 รางวัลซึ่งนับว่ามากที่สุดในปีนั้นๆ ซึ่งในอดีตมีภาพยนตร์บางเรื่องที่ได้รับรางวัลสูงถึง 11 รางวัลรวมถึงรางวัลใหญ่ ซึ่งเป็นรางวัลที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีเพียงภาพยนตร์ 3 เรื่องเท่านั้นที่ได้รับรางวัลถึง 11 รางวัล ได้แก่

เบน-เฮอร์ Ben Hur (1959) เป็นภาพยนตรฟอร์มยักษ์นำแสดงโดยพระเอกขวัญใจ ชาร์ลตัน เฮสตัน เรื่องราวเล่าผ่านทางประวัติศาสตร์และการต่อสู้ของชายชาวยิวผู้หนึ่งเพื่อกอบกู้จากการถูกข่มเหงและช่วยเหลือครอบครัวของตนจากการถูกทรยศจากเพื่อนรักของตนเอง ภาพนตร์เรื่องนี้นับว่าเป็นหนึ่งในหนังคลาสสิกที่หายากมากในปัจจุบัน ที่ในสมัยนั้นถือว่าโปรดักชั่นเยี่ยมมากจนสามารถเป็นหนังเรื่องแรกที่คว้ารางวัลมากถึง 11 รางวัล

ไททานิค Titanic (1997) ภาพยนตร์สร้างจากเหตุการณ์จริงของเรือที่ชื่อว่า อาร์เอ็มเอส ไททานิค ที่ชนกับภูเขาน้ำแข็ง และจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือในวันที่ 15 เมษายน 1912 กำกับโดย เจมส์ คาเมรอน ที่เรียบเรียงเรื่องราวเพิ่มเติมของความรักระหว่างหนุ่มสาวต่างชนชั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงและทำรายได้เป็นอันดับ 1 ของหนังทำเงินตลอดกาลเป็นเวลา 12 ปี อีกทั้งยังคว้ารางวัลมากถึง 11 รางวัลรวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

มหาสงครามชิงพิภพ : The Lord of the Rings: The Return of the King ภาพยนตร์ไตรภาคสุดท้ายจากนิยายชุด The Lord of the Rings ที่มีความยาวถึง 4 ชั่วโมง (ฉบับตัดต่อใหม่) เรื่องราวแฟนตาซี สงคราม การเดินทางของฮอบบิทผู้กล้าที่นำแหวนแห่งอำนาจไปทำลาย หนังเรื่องนี้นับว่าเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลถึง 11 รางวัล

 

รางวัลสาขาต่างๆ

ในคืนการประกาศผลรางวัลออสการ์ หรือ อะคาเดมี่ อะวอร์ด ซึ่งก่อนหน้าจะมอบรางวัลได้มีการตัดสินและประกาศรายชื่อภาพยนตร์ที่เข้าชิงก่อนหน้าหลายสัปดาห์ จะถึงโค้งสุดท้ายที่จะนำรายชื่อกลุ่มสุดท้ายที่เข้าชิงในสาขาต่างๆ ก่อนประกาศผลมอบรางวัล มีการเชิญนักแสดง ศิลปินผู้ร่วมงานมาเดินบนพรมแดงและแต่งชุดอย่างงดงาม ซึ่งในงานประกาศผลในได้มีการถ่ายทอดสดทั่วโลกซึ่งในปัจจุบันคาดว่ามีผู้ชมกว่า 1,000 คนชมการถ่ายทอดสดในครั้งนี้ โดยนอกจากจะมีการประกาศรางวัลของภาพยนตร์แล้ว ยังมีการประกาศผลรางวัลสาขาเพลงยอดเยี่ยมด้วย

ประเภทรางวัลเริ่มแรกมีการมอบรางวัลเพียง 5 สาขา ได้แก่ นักแสดง เขียนบท กำกับการแสดง อำนวยการสร้าง และด้านเทคนิคพิเศษ ต่อมาได้มีการเพิ่มสาขาจนในปัจจุบันรางวัลออสการ์มีจำนวนทั้งสิ้น 24 รางวัล และมีรางวัลใหญ่ 5 รางวัล คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งรางวัลตามประเภทต่างๆของออสการ์มีดังนี้

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และ สมทบหญิงยอดเยี่ยม เป็นรางวัลของนักแสดงรับบทเป็นตัวรองของเรื่องที่แสดงได้สมบทบาท กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, ตัดต่อยอดเยี่ยม, เทคนิดพิเศษยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม, ลำดับเสียงยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, ออกแบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, แต่งหน้ายอดเยี่ยม, ภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์แอนิเมชั่นสั้นยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม, ภาพยนตร์สารคดีสั้นยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม และรางวัลพิเศษสำหรับคนบันเทิง

 

การออกแบบรางวัล และที่มาของชื่อ

รางวัลออสการ์นั้นมีที่มาที่ไปของรางวัลและมีความหมายมากมาย รวมถึงการออกแบบรางวัลซึ่งเป็นรูปปั้นอัศวินครูเสดถือดาบปลายแหลมชี้ลงดินและยืนบนม้วนฟิล์ม ขนาดความสูง 13 นิ้ว หนัก 8 ปอนด์ ทำจากบริทานเนียมชุบด้วยทองคำบนฐานโลหะสีดำ ความหมายของรางวัลนี้หมายถึง ความสำเร็จ ความมุ่งมั่น ความพยายามจนเอาชนะอุปสรรคได้ เปรียบดังอัศวินที่ต่อสู้เพื่อชัยชนะของตนเอง รูปปั้นของรางวัลออสการ์ถูกออกแบบโดย  Cedric Gibbons พร้อมอักษรจารึกรางวัลสาขาต่างๆ ซึ่งในยุคแรกมีเพียง 5 สาขา ได้แก่ นักแสดง เขียนบท กำกับการแสดง อำนวยการสร้าง และเทคนิคพิเศษ

Cedric Gibbons ผู้ออกแบบรูปปั้นรางวัล ซึ่งเป็นผู้กำกับศิลป์ของค่ายภาพยนตร์ GMG และมีส่วนร่วมการสมาชิกรางวัลออสการ์ที่เก่าแก่เขามีส่วนร่วมในรางวัลนับตั้งแต่จัดงานขึ้นครั้งแรก Gibbons เป็นผู้คิดค้นและออกแบบรางวัลทั้งหมด โดยรูปปั้นนำนักแสดงเม็กซิกันผู้หนึ่งมาเป็นแบบให้ โดยออกแบบโครงร่างจากดินเหนียว และมี Sachin Smith เป็นผู้หล่อรูปปั้นขึ้นมา ในเริ่มแรกๆฐานของรูปปั้นทำด้วยหินอ่อนแกะสลักสาขาต่างๆที่ได้รับ ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นโลหะนำตั้งแต่ ปี 1945 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับที่มาของชื่อ ออสการ์ ยังคงเป็นที่ถกเถียงอยู่จนถึงทุกวันนี้ว่าชื่อรางวัลนั้นถูกตั้งขึ้นโดยใคร เริ่มแรกมีการสันนิฐานว่าชื่อของรางวัลออสการ์นั้นมาจากที่มาของนักแสดงหญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า เบตตี้ เดวิส เธอกล่าวว่าเธอเป็นผู้ตั้งชื่อรางวัลนี้จากสามีคนแรกของเธอ แฮมมอน ออสการ์ นิลสัน ซึ่งเธอนำชื่อกลางของสามีเธอมาตั้งชื่อ ซึ่งนิตยสารไทม์ได้กล่าวถึงชื่อ ออสการ์ ในการประกาศผลในปี 1934 ขณะที่ เบตตี้ ขึ้นรับรางวัลด้วย

ความยิ่งใหญ่ของรางวัลออสการ์

เป็นที่ทราบกันดีว่ารางวัลออสการ์นั้นถือว่า เป็นรางวัลแห่งเกรียติยศและคนบันเทิงมากมายทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงแรกของการประกาศผลนั้นมีผู้ชมน้อยมาก อาจเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีต่างๆที่ยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้มากเหมือนกับปัจจุบัน ในการแพร่การออกอากาศครั้งที่ 2 ในปี 1953 นั้นมีการกระจายเสียงรายงานสดผ่านทางวิทยุซึ่งแพร่กระจายเสียงได้เพียงเมืองใหญ่ๆในสหรัฐเท่านั้น ต่อมาเมื่อทางผู้จัดเริ่มมีทุนการจัดรางวัล ก็มีการแพร่ภาพการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ขาวดำ ซึ่งเริ่มแพร่ภาพเฉพาะทางประเทศสหรัฐและประเทศแคนนาดาเท่านั้น แต่การแพร่ภาพในครั้งนั้นทำให้มีผู้ชมมากถึง 9 ล้านคนในขณะนั้น

การประกาศผลรางวัลเริ่มเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนมากมายทั้งในขณะนั้นมีภาพยนตร์ดีๆมากมายเข้าฉายทำให้เริ่มมีการโหวตรางวัลนั้นๆ โดยในปี 1969 การประกาศผลรางวัลออสการ์เริ่มมีการออกอากาศทางโทรทัศน์สีครั้งแรกและเริ่มแพร่ภาพการออกอากาศไปทั่วโลก ซึ่งการประกาศผลนั้นในยุคแรกของรางวัลจะมีธรรมเนียมปฏิบัติให้ประชาชนได้ร่วมตัดสินรางวัลผ่านทางหนังสือพิมพ์ในวันที่ ประกาศผลของวันนั้น ต่อมาในปี 1940 ต่อมาหนังสือพิมพ์ ลองแองจิลลิสไทม์ ได้แอบนำผลการตัดสินประกาศผ่านทางหนังสือพิมพ์ และทางทีมงานได้มีการให้ประชาชนตัดสินรางวัลโดยการส่งซองจดหมายปิดผนึกส่งมาที่งาน งานประกาศผลเริ่มแพร่หลายมากขึ้นและในปี 1953 ภาพยนตร์ชื่อดัง Benhur  ได้ทำกระแสและรายได้มหาศาลประชาชนตัดสินรางวัลให้แก่ภาพยนตร์เรื่องนี้จนสามารถคว้ารางวัลได้มากถึง 11 รางวัลเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลมากที่สุด นับตั้งแต่นั้นรางวัลออสการ์ก็แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

รางวัลออสการ์ รางวัลแห่งคนบันเทิง

รางวัลออสการ์คือรางวัลใหญ่ที่สุดในวงการภาพยนตร์ ซึ่งมีการจัดขึ้นมานานกว่า 86 ปีแล้ว ที่ผ่านมามีภาพยนตร์มากมายเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาต่างๆ มากมายทั้งภาพนตร์ในกระแส และภาพยนตร์นอกกระแสต่างๆรวมถึงสารคดีที่มีการเข้าชิงรายชื่อและมีจำนวนไม่น้อยที่ได้เข้าชิงรางวัลสาขาต่างๆ ซึ่งภายในงานมีนักแสดง ผู้กำกับ ทีมงานจากภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ รวมถึงศิลปินต่างๆที่มาร่วมงาน รวมถึงการแสดงในงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่มาก

รางวัลออสการ์ หรือในอีกชื่อ อะคาเดมี่อะวอดส์ (Academy Awards) คือรางวัลภาพยนตร์และสื่อบันเทิงต่างๆที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด เปรียบก็คือเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในวงการภาพยนตร์และสื่อบันเทิงทั่วโลก รางวัลออสการ์จัดขึ้นโดย สถาบันศิลปะและวิชาการภาพยนตร์ เริ่มคิดรางวัลเกรียติยศให้แก่คนบันเทิงจุดประสงค์เพื่อ เป็นกำลังใจให้แก่ นักแสดง ผู้กำกับ ทีมงาน รวมถึงสื่อบันเทิงต่างๆให้พัฒนาฝีมือต่อไปในอนาคต ออสการ์เริ่มมีการจัดขึ้นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1929 จัดขึ้นที่โรงแรม Roosevelt ใน ฮอลลีวู้ด เป็นจัดเลี้ยงอาหารค่ำภายในโรงแรมและมีการเก็บค่าเข้าชมงานประมาณ 5 เหรียญในขณะนั้น โดยครั้งแรกมีผู้ชมงานไม่ถึง 250 คนด้วยซ้ำและงานประกาศผลยังไม่มีการแพร่หลายมากนัก ต่อมาเมื่อมีการจัดงานประกาศผลครั้งที่ 2 เริ่มมีการจัดการกระจายเสียงวิทยุและรายงานสดการประกาศผล ซึ่งในครั้งนั้นพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่โรงแรม Ambassador และเริ่มมีการแพร่ภาพถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ขาวดำ ในปี 1953 ซึ่งในขณะนั้นออกอากาศแค่ในสหรัฐและแคนนาดาเท่านั้น