เงิบทั้งงาน ออสการ์ครั้งที่ 86 ประกาศชื่อหนังยอดเยี่ยมผิด

งานออสการ์นับว่าเป็นงานประกาศผลรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้ชม ชมการถ่ายทอดสดจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่างานประกาศผลออสการ์ครั้งที่ 86 หรือ อคาเดมี่ อะวอร์ด 2017 ที่กำลังประกาศผลรางวัลต่างๆที่แฟนๆได้ลุ้นกัน จนกระทั่งถึงช่วงการประกาศรางวัลสุดท้ายของงานซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดคือ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือ Best Picture ซึ่งพิธีกรได้ประกาศผลไปเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งพิธีกรได้ประกาศชื่อภาพยนตร์เรื่อง La La Land ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2017

ขณะที่ทีมงานและนักแสดง ผู้กำกับ กำลังกล่าวถึงความสำเร็จต่างๆในการทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถคว้ารางวัลได้ สักครู่หนึ่งพิธีกรชายได้แจ้งกับทีมงานว่าผลประกาศชื่อรางวัลนั้นผิด ซึ่งภาพยนตร์ที่ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนี้คือ Moonlight งานนี้เรียกว่าเงิบกันทั้ง นักแสดง ทีมงานและแขกรับเชิญในงาน รวมถึงผู้ชมทางโทรทัศน์ที่การประกาศผลครั้งนี้ผิดพลาด ขณะที่ทีมงานภาพยนตร์ La La Land แสดงสปีริตของตนกล่าวถึงภาพยนตร์ Moonlight และแสดงความยินดีของการได้รับรางวัลใหญ่ครั้งนี้ ซึ่งหลังจากนั้นเกิดกระแสดราม่าต่างๆมากมายของการตัดสินรางวัลที่ผิดนี้

โดยทางทีมงานออสการ์กล่าวว่า นี้คือความผิดพลาดครั้งใหญ่และครั้งแรกของงานออสการ์นับตั้งแต่การประกาศมอบรางวัลครั้งที่ 1 แม้ว่าการประกาศผลรางวัลครั้งนี้จะเกิดความผิดพลาดของทีมงาน แต่ภาพยนตร์เรื่อง La La Land ก็สามารถคว้ารางวัลออสการ์มากถึง 7 รางวัล จากรายชื่อเข้าชิงมากถึง 14 รางวัลสถิตเทียบเท่าภาพยนตร์เรื่อง Titanic (1997) และ All About Eve

 

 

ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์

รางวัลออสการ์ในปัจจุบันมีมากถึง 24 รางวัลซึ่งในแต่ละปีมีภาพยนตร์บางเรื่องที่ได้เข้าชิงหลายรางวัลรวมถึงได้รับรางวัลมากมาย บางเรื่องคว้าได้ถึง 7-8 รางวัลซึ่งนับว่ามากที่สุดในปีนั้นๆ ซึ่งในอดีตมีภาพยนตร์บางเรื่องที่ได้รับรางวัลสูงถึง 11 รางวัลรวมถึงรางวัลใหญ่ ซึ่งเป็นรางวัลที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีเพียงภาพยนตร์ 3 เรื่องเท่านั้นที่ได้รับรางวัลถึง 11 รางวัล ได้แก่

เบน-เฮอร์ Ben Hur (1959) เป็นภาพยนตรฟอร์มยักษ์นำแสดงโดยพระเอกขวัญใจ ชาร์ลตัน เฮสตัน เรื่องราวเล่าผ่านทางประวัติศาสตร์และการต่อสู้ของชายชาวยิวผู้หนึ่งเพื่อกอบกู้จากการถูกข่มเหงและช่วยเหลือครอบครัวของตนจากการถูกทรยศจากเพื่อนรักของตนเอง ภาพนตร์เรื่องนี้นับว่าเป็นหนึ่งในหนังคลาสสิกที่หายากมากในปัจจุบัน ที่ในสมัยนั้นถือว่าโปรดักชั่นเยี่ยมมากจนสามารถเป็นหนังเรื่องแรกที่คว้ารางวัลมากถึง 11 รางวัล

ไททานิค Titanic (1997) ภาพยนตร์สร้างจากเหตุการณ์จริงของเรือที่ชื่อว่า อาร์เอ็มเอส ไททานิค ที่ชนกับภูเขาน้ำแข็ง และจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือในวันที่ 15 เมษายน 1912 กำกับโดย เจมส์ คาเมรอน ที่เรียบเรียงเรื่องราวเพิ่มเติมของความรักระหว่างหนุ่มสาวต่างชนชั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงและทำรายได้เป็นอันดับ 1 ของหนังทำเงินตลอดกาลเป็นเวลา 12 ปี อีกทั้งยังคว้ารางวัลมากถึง 11 รางวัลรวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

มหาสงครามชิงพิภพ : The Lord of the Rings: The Return of the King ภาพยนตร์ไตรภาคสุดท้ายจากนิยายชุด The Lord of the Rings ที่มีความยาวถึง 4 ชั่วโมง (ฉบับตัดต่อใหม่) เรื่องราวแฟนตาซี สงคราม การเดินทางของฮอบบิทผู้กล้าที่นำแหวนแห่งอำนาจไปทำลาย หนังเรื่องนี้นับว่าเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลถึง 11 รางวัล

 

รางวัลสาขาต่างๆ

ในคืนการประกาศผลรางวัลออสการ์ หรือ อะคาเดมี่ อะวอร์ด ซึ่งก่อนหน้าจะมอบรางวัลได้มีการตัดสินและประกาศรายชื่อภาพยนตร์ที่เข้าชิงก่อนหน้าหลายสัปดาห์ จะถึงโค้งสุดท้ายที่จะนำรายชื่อกลุ่มสุดท้ายที่เข้าชิงในสาขาต่างๆ ก่อนประกาศผลมอบรางวัล มีการเชิญนักแสดง ศิลปินผู้ร่วมงานมาเดินบนพรมแดงและแต่งชุดอย่างงดงาม ซึ่งในงานประกาศผลในได้มีการถ่ายทอดสดทั่วโลกซึ่งในปัจจุบันคาดว่ามีผู้ชมกว่า 1,000 คนชมการถ่ายทอดสดในครั้งนี้ โดยนอกจากจะมีการประกาศรางวัลของภาพยนตร์แล้ว ยังมีการประกาศผลรางวัลสาขาเพลงยอดเยี่ยมด้วย

ประเภทรางวัลเริ่มแรกมีการมอบรางวัลเพียง 5 สาขา ได้แก่ นักแสดง เขียนบท กำกับการแสดง อำนวยการสร้าง และด้านเทคนิคพิเศษ ต่อมาได้มีการเพิ่มสาขาจนในปัจจุบันรางวัลออสการ์มีจำนวนทั้งสิ้น 24 รางวัล และมีรางวัลใหญ่ 5 รางวัล คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งรางวัลตามประเภทต่างๆของออสการ์มีดังนี้

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และ สมทบหญิงยอดเยี่ยม เป็นรางวัลของนักแสดงรับบทเป็นตัวรองของเรื่องที่แสดงได้สมบทบาท กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, ตัดต่อยอดเยี่ยม, เทคนิดพิเศษยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม, ลำดับเสียงยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, ออกแบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, แต่งหน้ายอดเยี่ยม, ภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์แอนิเมชั่นสั้นยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม, ภาพยนตร์สารคดีสั้นยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม และรางวัลพิเศษสำหรับคนบันเทิง

 

การออกแบบรางวัล และที่มาของชื่อ

รางวัลออสการ์นั้นมีที่มาที่ไปของรางวัลและมีความหมายมากมาย รวมถึงการออกแบบรางวัลซึ่งเป็นรูปปั้นอัศวินครูเสดถือดาบปลายแหลมชี้ลงดินและยืนบนม้วนฟิล์ม ขนาดความสูง 13 นิ้ว หนัก 8 ปอนด์ ทำจากบริทานเนียมชุบด้วยทองคำบนฐานโลหะสีดำ ความหมายของรางวัลนี้หมายถึง ความสำเร็จ ความมุ่งมั่น ความพยายามจนเอาชนะอุปสรรคได้ เปรียบดังอัศวินที่ต่อสู้เพื่อชัยชนะของตนเอง รูปปั้นของรางวัลออสการ์ถูกออกแบบโดย  Cedric Gibbons พร้อมอักษรจารึกรางวัลสาขาต่างๆ ซึ่งในยุคแรกมีเพียง 5 สาขา ได้แก่ นักแสดง เขียนบท กำกับการแสดง อำนวยการสร้าง และเทคนิคพิเศษ

Cedric Gibbons ผู้ออกแบบรูปปั้นรางวัล ซึ่งเป็นผู้กำกับศิลป์ของค่ายภาพยนตร์ GMG และมีส่วนร่วมการสมาชิกรางวัลออสการ์ที่เก่าแก่เขามีส่วนร่วมในรางวัลนับตั้งแต่จัดงานขึ้นครั้งแรก Gibbons เป็นผู้คิดค้นและออกแบบรางวัลทั้งหมด โดยรูปปั้นนำนักแสดงเม็กซิกันผู้หนึ่งมาเป็นแบบให้ โดยออกแบบโครงร่างจากดินเหนียว และมี Sachin Smith เป็นผู้หล่อรูปปั้นขึ้นมา ในเริ่มแรกๆฐานของรูปปั้นทำด้วยหินอ่อนแกะสลักสาขาต่างๆที่ได้รับ ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นโลหะนำตั้งแต่ ปี 1945 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับที่มาของชื่อ ออสการ์ ยังคงเป็นที่ถกเถียงอยู่จนถึงทุกวันนี้ว่าชื่อรางวัลนั้นถูกตั้งขึ้นโดยใคร เริ่มแรกมีการสันนิฐานว่าชื่อของรางวัลออสการ์นั้นมาจากที่มาของนักแสดงหญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า เบตตี้ เดวิส เธอกล่าวว่าเธอเป็นผู้ตั้งชื่อรางวัลนี้จากสามีคนแรกของเธอ แฮมมอน ออสการ์ นิลสัน ซึ่งเธอนำชื่อกลางของสามีเธอมาตั้งชื่อ ซึ่งนิตยสารไทม์ได้กล่าวถึงชื่อ ออสการ์ ในการประกาศผลในปี 1934 ขณะที่ เบตตี้ ขึ้นรับรางวัลด้วย

ความยิ่งใหญ่ของรางวัลออสการ์

เป็นที่ทราบกันดีว่ารางวัลออสการ์นั้นถือว่า เป็นรางวัลแห่งเกรียติยศและคนบันเทิงมากมายทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงแรกของการประกาศผลนั้นมีผู้ชมน้อยมาก อาจเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีต่างๆที่ยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้มากเหมือนกับปัจจุบัน ในการแพร่การออกอากาศครั้งที่ 2 ในปี 1953 นั้นมีการกระจายเสียงรายงานสดผ่านทางวิทยุซึ่งแพร่กระจายเสียงได้เพียงเมืองใหญ่ๆในสหรัฐเท่านั้น ต่อมาเมื่อทางผู้จัดเริ่มมีทุนการจัดรางวัล ก็มีการแพร่ภาพการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ขาวดำ ซึ่งเริ่มแพร่ภาพเฉพาะทางประเทศสหรัฐและประเทศแคนนาดาเท่านั้น แต่การแพร่ภาพในครั้งนั้นทำให้มีผู้ชมมากถึง 9 ล้านคนในขณะนั้น

การประกาศผลรางวัลเริ่มเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนมากมายทั้งในขณะนั้นมีภาพยนตร์ดีๆมากมายเข้าฉายทำให้เริ่มมีการโหวตรางวัลนั้นๆ โดยในปี 1969 การประกาศผลรางวัลออสการ์เริ่มมีการออกอากาศทางโทรทัศน์สีครั้งแรกและเริ่มแพร่ภาพการออกอากาศไปทั่วโลก ซึ่งการประกาศผลนั้นในยุคแรกของรางวัลจะมีธรรมเนียมปฏิบัติให้ประชาชนได้ร่วมตัดสินรางวัลผ่านทางหนังสือพิมพ์ในวันที่ ประกาศผลของวันนั้น ต่อมาในปี 1940 ต่อมาหนังสือพิมพ์ ลองแองจิลลิสไทม์ ได้แอบนำผลการตัดสินประกาศผ่านทางหนังสือพิมพ์ และทางทีมงานได้มีการให้ประชาชนตัดสินรางวัลโดยการส่งซองจดหมายปิดผนึกส่งมาที่งาน งานประกาศผลเริ่มแพร่หลายมากขึ้นและในปี 1953 ภาพยนตร์ชื่อดัง Benhur  ได้ทำกระแสและรายได้มหาศาลประชาชนตัดสินรางวัลให้แก่ภาพยนตร์เรื่องนี้จนสามารถคว้ารางวัลได้มากถึง 11 รางวัลเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลมากที่สุด นับตั้งแต่นั้นรางวัลออสการ์ก็แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

รางวัลออสการ์ รางวัลแห่งคนบันเทิง

รางวัลออสการ์คือรางวัลใหญ่ที่สุดในวงการภาพยนตร์ ซึ่งมีการจัดขึ้นมานานกว่า 86 ปีแล้ว ที่ผ่านมามีภาพยนตร์มากมายเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาต่างๆ มากมายทั้งภาพนตร์ในกระแส และภาพยนตร์นอกกระแสต่างๆรวมถึงสารคดีที่มีการเข้าชิงรายชื่อและมีจำนวนไม่น้อยที่ได้เข้าชิงรางวัลสาขาต่างๆ ซึ่งภายในงานมีนักแสดง ผู้กำกับ ทีมงานจากภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ รวมถึงศิลปินต่างๆที่มาร่วมงาน รวมถึงการแสดงในงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่มาก

รางวัลออสการ์ หรือในอีกชื่อ อะคาเดมี่อะวอดส์ (Academy Awards) คือรางวัลภาพยนตร์และสื่อบันเทิงต่างๆที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด เปรียบก็คือเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในวงการภาพยนตร์และสื่อบันเทิงทั่วโลก รางวัลออสการ์จัดขึ้นโดย สถาบันศิลปะและวิชาการภาพยนตร์ เริ่มคิดรางวัลเกรียติยศให้แก่คนบันเทิงจุดประสงค์เพื่อ เป็นกำลังใจให้แก่ นักแสดง ผู้กำกับ ทีมงาน รวมถึงสื่อบันเทิงต่างๆให้พัฒนาฝีมือต่อไปในอนาคต ออสการ์เริ่มมีการจัดขึ้นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1929 จัดขึ้นที่โรงแรม Roosevelt ใน ฮอลลีวู้ด เป็นจัดเลี้ยงอาหารค่ำภายในโรงแรมและมีการเก็บค่าเข้าชมงานประมาณ 5 เหรียญในขณะนั้น โดยครั้งแรกมีผู้ชมงานไม่ถึง 250 คนด้วยซ้ำและงานประกาศผลยังไม่มีการแพร่หลายมากนัก ต่อมาเมื่อมีการจัดงานประกาศผลครั้งที่ 2 เริ่มมีการจัดการกระจายเสียงวิทยุและรายงานสดการประกาศผล ซึ่งในครั้งนั้นพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่โรงแรม Ambassador และเริ่มมีการแพร่ภาพถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ขาวดำ ในปี 1953 ซึ่งในขณะนั้นออกอากาศแค่ในสหรัฐและแคนนาดาเท่านั้น